บ่อยครั้งผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับเพลงยุค 90’อย่างเราอาจเคยเห็นน้องๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในสำนักงานของเรา ซึ่งอาจจะรู้สึกได้ว่าการสื่อสารต่อเด็กพวกนี้อาจมีความแตกต่างกับเพื่อนที่ทำงานที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกับเรา หรือเวลาเข้า brief งานในห้องประชุม อาจจะมีทัศนคติที่ต่างกันอย่างคนละขั้ว ซึ่งเราอาจได้ยินคำว่า เด็กรุ่นใหม่ Generation Z (Gen Z) ตามบทความของสื่อต่างๆ คำถามที่ตามมาคือ เด็ก Gen Z คือเด็กที่ไหน? หรือ เด็กที่มีศิลปินเกาหลีเป็น Idol ใช่ไหม?

 

แต่ในคำจำกัดความของแต่ละ Generation ได้ถูกกำหนดโดยหลักประชากรศาสตร์ (Demography) ที่แบ่งกลุ่มประชากรตามช่วงอายุโดยแบ่งแยกเป็นแต่ละช่วงเวลาที่เกิด ซึ่งในเด็กที่เกิดในแต่ Generation ก็จะมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องความคิด ลักษณะนิสัย รวมถึงการใช้ภาษา เป็นต้น ซึ่งความแตกต่างนี้เรียกว่า Generation gap / generational gap ยกตัวอย่างช่องว่างระหว่าง generation ง่ายๆ เช่น ลูกน้องที่ทำงานมีความคิดในเนื้องานที่ไม่เหมือนกันกับเจ้านาย หรือ ลูกไม่เข้าใจที่แม่บังคับให้เลือกเรียนในสายวิชาชีพมากกว่าเรียนในสาย graphic design

 

โดยทั่วไปมีการแบ่งช่วงเวลาที่เกิดเป็นแต่ละ Generation ได้แก่ Generation B (baby boomer), Generation X (Baby Bust), Generation Y (Millennials), Generation Z (iGen) และ Gen Alpha

 

Gen Z คือใคร?  Gen Z คือ กลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2538 – 2555 (ค.ศ.1995 – 2012) ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ. 2562) มีอายุระหว่าง 24 – 7 ปี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิต เช่น อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง คอมพิวเตอร์ หรือ smart phone เป็นต้น

 

ในปัจจุบันกลุ่มแรงงานใหม่ ได้แก่ บัณฑิตที่เพิ่งจบปริญญาตรี หรือปริญญาโทซึ่งอยู่ใน Gen Z ช่วงต้น ได้เริ่มมีการเข้าสู่ตลาดแรงงาน (เริ่มเข้าปีแรกเมื่อ พ.ศ. 2559) ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรที่มีพนักงานอยู่ใน Generation เก่าๆ (อายุ 25 ปีขึ้นไป) นอกจากสำนักงานเก่าๆ ต้องปรับตัวให้ลอดพ้นจากการ Disruption ของการก้าวกระโดดในเทคโนโลยีในปัจจุบันแล้วสังคมที่ทำงานยังคงต้องปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหา Generation gap กับ Gen Z อีกด้วย

 

ทั้งนี้การเข้ามาของกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มก้าวเข้ามาสู่ตลาดแรงงานในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างที่ Gen Z เริ่มเข้ามามีบทบาทในแรงงาน ด้วยความแตกต่างของความเป็นตัวตนของ Gen Z อาจทำให้วัฒนธรรมในที่ทำงานนั้นเปลี่ยนไป ดังนี้

 

1. เกิด Generation gap ที่กว้างขึ้น ระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้อง

เมื่อทำงานเพื่อสะสมอายุงานและประสบการณ์เยอะขึ้น การได้รับการเลื่อนขั้นในองค์กรก็เป็นไปตามกลไกของชีวิตการทำงาน ดังนั้นเมื่อ Gen Z เข้ามาเป็นน้องใหม่ในที่ทำงาน พนักงานที่อาวุโส ซึ่งอยู่ใน Generation ที่ต่างกัน ย่อมได้รับการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้างาน Gen Z เป็นธรรมดา ดังนั้นในอนาคตมีโอกาสมากที่จะเกิด Generation gap ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มคนที่มีลักษณะนิสัย และความคิดที่ค่อนข้างต่างกันย่อมมีความไม่ราบเรียบ

ทั้งนี้ควรเตรียมพร้อมรับมือกับช่องว่างดังกล่าว เช่น จัดอบรมเพื่อทำให้ช่องว่างระหว่าง Generation แคบลง เช่น การอบรมประเภท multi-generational workforce ร่วมกันในสำนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสาร การร่วมงาน การปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างที่ทำงาน

 

 

2.       องค์กรที่ล้าสมัยในเทคโนโลยีจะไม่เป็นที่สนใจของ Gen Z

เนื่องจาก Gen Z เติบโตมาในยุคดิจิทัล และพร้อมกับอุปกรณ์และเครื่องที่อำนวยความสะดวกที่สุดมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ Gen Z มีความคุ้นชินกับความเทคโนโลยี ยิ่งไปกว่านั้น Gen Z สามารถเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็วกว่า Gen อื่นๆ ดังนั้นหากที่ทำงานไหนยังยึดติดกับวิธีการทำงานที่ซ้ำๆ จำเจกับสิ่งเดิมๆ และไม่เปิดใจกับวิธีการทำงานใหม่ๆ หรือใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ บอกเลยว่ามีโอกาสน้อยที่จะ recruit Gen Z เก่งๆ เข้ามาช่วยพัฒนาองค์กรได้ หรืออาจเข้ามาแค่ในช่วงระยะสั้นเท่านั้น

 

3.  Being your own boss คือจุดมุ่งหมาย

ในระยะเวลาช่วงหลังสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่มีการบรรจุวิชา Entrepreneurship แม้กระทั้งขอเปิดเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจสาขาวิชาผู้ประกอบการไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากได้ตระหนักถึงความต้องการของ Gen Z ที่มีจุดมุ่งหมายอยากเป็นเจ้าของกิจการ ไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดการทำงาน

และเนื่องจาก Gen Z มีความมุ่งมั่นที่จะให้ผู้อื่นได้เห็นคุณค่าของตนเอง สามารถคุยกับผู้บังคับบัญชาได้ง่ายโดยไม่มีลำดับขั้นของโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อน ทางองค์กรเองอาจถือโอกาสปรับโครงสร้างองค์การมีความเป็นแนวราบขึ้น (flatter structure) ไม่ต้องผ่านลำดับขั้นที่ซับซ้อนอย่างไม่จำเป็น

ดังนั้นหากที่ทำงานใดอยากจะเก็บ Gen Z ที่มีคุณค่าต่อองค์กร ควรเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาในเนื้องานอย่างเต็มที่และจริงใจ มิฉะนั้นแล้วองค์กรอาจเสียบุคลากร Gen Z ที่มีคุณค่าไป เพราะปัญหาดังกล่าวอาจเป็นตัว Trigger ให้เค้าออกไปสู่การสร้างเนื้อสร้างตัวในเส้นทางของตัวเอง

หลังจากนี้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ คงพอจะเข้าใจแล้วว่ากาลเวลาและยุคสมัยหมุนเปลี่ยนไปตามธรรมดา สิ่งที่น่ารอคอย คือ หลังจากการ Disruption ของเทคโนโลยีแล้ว Gen Z ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนให้อนาคตของโลกนั้น จะเดินไปในทิศทางไหน?