ปัจจุบันมีคนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยที่มีความเบื่อหน่ายกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนของเค้า ไม่ว่าจะเป็นความเบื่อหน่ายในเรื่องของการไม่มีเวลาว่างที่จะเติมเต็มสิ่งอื่นให้กับชีวิต หรืออุปสรรคของการเดินทางไปที่ทำงาน หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ยังไม่สามารถลาออกจากงานประจำได้ เพราะถ้าลาออกมาจะขาดรายได้ประจำซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ทันที

 

ในช่วงหลังๆ หลายคนอาจคุ้นหูกับคำว่า “Solopreneur” แล้ว ซึ่งคำนี้มีความหมายในทำนองที่ว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นแหละ แต่เป็นธุรกิจที่ทำโดยคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ลุยเดี่ยวในทุกๆ รายละเอียด ไม่มีการสร้างทีมหรือหุ้นส่วนเข้ามาช่วยในธุรกิจ

 

ด้วยความที่เราเข้าสู่ยุค Digital แล้ว การที่จะผันตัวเข้าสู่วิถี Solopreneur เป็นเรื่องไม่ยากเหมือนแต่ก่อน การที่ต้องเข้าหาแหล่งเงินทุน การหาทำเลของร้านค้า และการตกแต่งร้านไม่ใช้สิ่งจำเป็นอีกต่อไป เทคโนโลยีจะเป็นผู้ช่วยให้การเริ่มธุรกิจเพียงลำพังของเราเกิดขึ้นได้โดยง่ายๆ เพียงแค่มีโทรศัพท์ 1 เครื่อง กับความมุ่งมั่นของเราเท่านั้น

 

เพราะหากการดำเนินธุรกิจของเราต้องการคนเข้ามาช่วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราไม่สามารถจัดการได้แล้ว ปัจจุบันมี application ต่างๆ ในการที่เราจะสามารถ outsource จากคนอื่นที่มีความชำนาญเฉพาะด้านได้ เช่น บริการ delivery ส่งของ หรือแม้แต่บริการจัดการระบบ stock สินค้า หรือบริหารงบการเงิน online โดยเราสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้ทั้งหมดในโทรศัพท์ 1 เครื่อง

 

เมื่อรู้ว่าธุรกิจในปัจจุบันบางประเภทสามารถดำเนินการได้พียงคนเดียวแล้ว สิ่งที่ตามของการเป็นผู้ประกอบการ Solopreneur จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราบ้าง มาดูกัน

 

1. เข้าใจคำว่า “มีเวลา”

เราสามารถตื่นนอนแล้วลุกขึ้นมา ออกกำลังกายตอนเช้า ทำอาหารที่มีประโยชน์ให้กับตัวเราเองได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไปทำงานสายเพราะรถติด  สามารถไปท่องเที่ยวนอกจากเทศกาลวันหยุด หรือแม้แต่เช่าบ้านต่างจังหวัดใน Airbnb สักระยะหนึ่งเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปด้วย

การมีอิสระแบบนี้จะเปลี่ยน life style ของเราให้มีคุณภาพดีมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งในสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิต หรือ Solopreneur สามารถ สร้างสมดุลระหว่างงาน กับ life style ได้ตามที่เราต้องการ

 

2. สร้างธุรกิจตามแบบของเรา

เราสามารถสร้างสรรค์ทุกสิ่งของงานตามที่เราอยากจะให้เป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตารางเวลานัด สถานที่ทำงาน การตกแต่งห้องทำงาน ช่วงเวลางาน หรือแม้แต่แบบหน้าตารูปร่างของนามบัตร ตราบเท่าที่เรามีความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นว่าการสร้างสรรค์นี้จะทำให้ธุรกิจของเราเป็นที่ต้องการของลูกค้า แต่ถ้าไม่ work  เราก็สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของเราได้ตลอดเวลาเช่นกัน

จะเห็นว่าเมื่อเรากำหนดรูปแบบของธุรกิจได้แล้ว จะเกิดความคล่องตัวในการทำงานสูง ต่างจากที่ทำงานอื่นๆ ที่ต้องมีกฎระเบียบ หรือโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนซึ่งอาจทำให้การดำเนินธุรกิจนั้นมีความคล่องตัวที่ต่ำกว่า

 

3. พอกันทีกับการเมืองในที่ทำงาน

เราเลือกงานได้แต่เราเลือกผู้ร่วมงานไม่ได้ และประกอบกับเวลาของเราถูกใช้ไปในที่ทำงาน ซึ่งขั้นต่ำคิดเป็น 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป หรือบางคนอาจใช้เวลากับที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน ซึ่งเป็นการใช้เวลาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในที่ทำงาน  ทั้ง 2 สิ่งนี้เป็นต้นเหตุของปัญหาคลาสสิคของมนุษย์เงินเดือน คือ ปัญหาของคนในที่ทำงาน

เมื่อเราเจอปัญหากับผู้ร่วมงานแล้ว แน่นอนย่อมมีผลกระทบกับผลงานของเรา และยิ่งมีปัญหากับหัวหน้างานแล้วนอกจากเรื่องขึ้นเงินเดือนแล้ว ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอาจจบลงในที่ทำงานนั้นเลยทีเดียว และที่สำคัญชีวิตการทำงานของเราจะไม่มีความสุข หาแรงบันดาลใจจากงานไม่ได้ แต่หากเราเป็น Solopreneur แล้วละก็ปัญหาจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลย

 

4. ไม่เหงา ยังไงก็มีเพื่อน

เจ้าของธุรกิจประเภท Solopreneur นั้นมีมานานแล้ว และประกอบกับการเข้ามาในยุค Digital 4.0 ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นผู้ช่วยให้เราสามารถเป็น Solopreneur ได้โดยง่ายกว่าในอดีต อีกทั้ง Character ของเด็ก Gen Z ที่มีความมุ่งมั่นจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าจำนวนเจ้าของธุรกิจแบบลุยเดี่ยวมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

 

แม้ว่าเราจะทำงานเป็น solo เดี่ยวคนเดียว แต่ยังไงก็มีโอกาศพบปะคนอื่นๆ ที่อยู่ในฐานะเดียวกับเราได้ตลอด ซึ่งสามารถพบปะพูดคุยได้ตามร้านกาแฟ หรือ co – working space ต่างๆ ที่นอกจากจะให้ลูกค้าเข้ามาทานเครื่องดื่มที่ร้านแล้ว ยังสนับสนุนเรื่องพื้นที่การทำงานอีกด้วย ไม่ว่าเป็นการจัดโต๊ะเป็นแบบของโต๊ะทำงาน แบ่งโซนห้องประชุม     บางแห่งซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง หรือบางแห่งมีห้องนอนเอาไว้ให้พักผ่อนเมื่อลูกค้ารู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน

 

นอกจากนั้นทุกวันนี้มีการจัด event ต่างๆ (ซึ่งเยอะมาก) เพื่อเป็นการสร้าง communities จากเจ้าของธุรกิจประเภท Start up, Solopreneur, Infopreneur อีกด้วย

 

จากบทความนี้ถ้าอ่านแล้วคิดว่าการเข้าสู่วิถี Solopreneur นั้นเป็นเรื่องง่ายๆ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยครับ อย่างที่บอกว่าเจ้าของธุรกิจแบบ Solopreneur มีจำนวนมากขึ้น  แต่ก็ต้องแข่งขันกันเองด้วย ต้องสร้างความแตกต่างของธุรกิจของตัวเอง ต้องมีความมุ่งมั่นสูงและสูงกว่าคนที่ทำงานประจำ ต้องทนแรงกดดันในเรื่องรายได้ (ที่ไม่ประจำ) และอย่างไรก็ตามแม้ว่าธุรกิจลุยเดี่ยวจะประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้ว่า การมองหาหุ้นส่วนหรือลูกจ้างเพื่อเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในการจัดการธุรกิจของคุณก็เป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องยอมรับ หากจะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตต่อไปอีก